‘เมาไม่ขับ’ย้ำตร.ต้องเข้ม ตรวจแอลกอฮอล์หลังมีอุบัติเหตุ

เลขาธิการมูลนิธิมาไม่ขับ จี้ยกเลิกคำว่า “เหตุอันควร” ชี้ตร.ต้องตรวจแอลกอฮอล์ทุกครั้งหลังเกิดอุบัติเหตุ เผยยอดตายเฉลี่ยสูง 40 รายต่อวัน เล็งยื่นหนังสือถึงผบ.ตร.ออกเป็นกฎหมายไม่ใช่ระเบียบ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่โรงแรมเอเชีย เขตราชเทวี กรุงเทพฯ มูลนิธิเมาไม่ขับจัดเวทีเปิดเสวนาในประเด็น “ถึงเวลาตรวจแอลกอฮอล์ทุกครั้ง หลังเกิดอุบัติเหตุหรือยัง”

เนื่องจากเล็งเห็นว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายกำหนดให้มีการตรวจแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ คงให้ใช้เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ กรณีถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จนนำไปสู่ข้อร้องเรียนจากประชาชน ที่ถูกคนเมาแล้วขับกระทำการละเมิด รวมไปถึงข้อครหาถึงความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดย นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า ปัจจุบัน กฎหมายเมาไม่ขับ ไม่ได้ระบุให้มีการตรวจแอลกอฮอล์กรณีเกิดอุบัติเหตุ คงมีแต่คำสั่งทางปกครองลงวันที่ 30 มี.ค. 59 โดยพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจวัดได้ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยรณรงค์กว่า 20 ปี เพื่อลดจำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนน ทุกหน่วยงานได้พยายามควบคุม แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะยังมีคนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ คือ “เมาแล้วขับ” โดยผู้ขับขี่รู้ดีว่าเมาขับนั้นไม่ดี แต่ก็ยังฝ่าฝืนกันมาโดยตลอด…
นายภูมิภัทร จันทจิตต์ ผจก.ฝ่ายกฎหมาย บริษัท โตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ความคิดเห็นระบุว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุการพิจารณาของบริษัทประกันภัย จำเป็นต้องมีหลักฐานยืนยันว่าผู้เอาประกันเมาสุราจริงหรือไม่เมาสุราจริง เพราะถือหลักฐานตามเอกสารการตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ หากพบว่าปริมาณเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันฯ ก็จะไม่คุ้มครอง ซึ่งในบางเคสที่แมสเซนเจอร์ของบริษัทประกันฯ เห็นว่าผู้ขับขี่เมาสุรา แต่เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน ไม่สามารถก้าวก่ายการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ 
ขณะที่ นายนพดล สันติภากรณ์ อุปนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า สาเหตุอุบัติเหตุบนท้องถนนหลักๆ แล้ว ก็คือ เมาแล้วขับ โดยสถิติใน 1 วัน เฉลี่ยแล้วจะมีจำนวนผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุบท้องถนน 2,000 คน และมีผู้เสียชีวิตถึง 40 ราย ทั้งนี้ประเทศเทศไทย ยังเป็นประเทศที่มีการเครมประกันจากอุบัติเหตุสูงที่สุดในโลก ทำให้ต้องใช้เบี้ยประกันภัยมากถึง 4 แสนล้านบาท/ปี เพื่อดูแลเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่คนเจ็บและตาย โดยยังไม่รวมอุบัติเหตุทางเรือ และทางอากาศ
ด้านนายอนุวัฒน์ เตียวตระกูล ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยหากพูดถึงตัวกฎหมายแล้วนั้น คาดว่าน่าจะดีที่สุดติดดับ 2 ของโลก แต่ปัญหาคือการบังคับใช้กฎหมาย ตนเห็นด้วยกับการเสวนาในครั้งนี้ และเสนอให้มูลนิธิเมาไม่ขับ ทำหนังสือส่งถึงผบ.ตร. และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 และผู้บัญชาการศูนย์ (ศชต.) เพื่อให้รับทราบต่อไป. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews